[sf-Stony]Take Care

posted on 23 Nov 2013 10:20 by nuyai59 in fanfiction directory Fiction, Lifestyle

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ theme สวยๆจาก http://soul-00.exteen.com/20100829/strawberrycreamcake

“Take Care”

Author : Bepine

Pairing : Captain America/Tony Stark (Steve/Tony) or Pepper/Tony

Movies : Ironman3 , Avenges , Captain America

Rate : PG , Drama(?)

 

            สตีฟกำลังไล่สายตามองรายชื่อแต่ละรายชื่อที่ถูกเม็มไว้ในมือถือรุ่นอาม่าของเขา... เพราะตอนนี้เขากำลังต้องการความช่วยเหลือ...

            ประมาณ 4 ชั่วโมงก่อง สตีฟจำเป็นต้องกลับไปรายงานตัวกับ ผอ.หน่วยชิลด์ หรือ นิค ฟิวรี่ ตามที่ได้นัดหมายกันไว้ นั่นเป็นสาเหตุที่เขาต้องเดินทางเข้ามาในนิวยอร์กหลังจากที่พยายามจะหนีจากที่นี่มาเสียนาน หลังจากนั้นอีก 15 นาที ทันทีที่เขารายงานตัวเสร็จ สตีฟเดินกลับไปที่รถมอเตอร์ไซค์ของเขาและพบว่ามันถูกชำแหละเป็นชิ้นๆโดยช่างเครื่องของหน่วยชิลด์ที่อ้างว่านี่เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยของที่นี่ ก่อนที่สตีฟจะได้รับตั๋วรถโดยสาร Grayhound พร้อมกับคำอวยพรให้เดินทางโดยสวัสดิภาพมาแทน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้สตีฟจำต้องละทิ้งรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจมานั่งรอรถโดยสารอยู่ที่สถานีแบบนี้

            ถ้าดูตามกำหนดในตั๋วแล้ว ที่จริงเขาควรจะได้ขึ้นรถไปตั้งแต่เมื่อ 3 ชั่วโมงก่อนหน้านี้แล้ว แต่ก็อย่างที่บอกไปเมื่อครู่นี้ ว่านี่เป็นตั๋วรถโดยสาร Grayhound ดังนั้นเรื่องการตรงต่อเวลาหรือการที่รถจะรับคนได้หรือไม่นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

            สตีฟยังจำตอนที่เขาลองนั่งรถโดยสารครั้งแรกได้ จำตั๋วรถโดยสาร Grayhound ที่อุตส่าห์จองไว้เสียดิบดีได้ ยังจำได้ขึ้นใจเลยว่าตอนนั้นเขาต้องรอรถเลยนัดในตั๋วมาตั้ง 2 ชั่วโมง!!! และนั่นทำให้สตีฟลองศึกษาถึงกระบวนการทำงานของรถโดยสารชนิดนี้ดู และเขาก็ได้พบข้อเสียที่ว่า...

            - ไม่มีการรับรองความปลอดภัยและความตรงต่อเวลา ดังนั้นเมื่อวางแผนใช้บริการ Greyhound ต้องสำรองเวลาในกรณีที่รถโดยสารล่าช้าด้วย เพราะ Greyhound จะไม่รับผิดชอบต่อการล่าช้าของรถโดยสารไม่ว่ากรณีใดๆ

- ไม่รับรองที่นั่งบนรถ แม้ว่าคุณจะมีตั๋วโดยสารที่ระบุหมายเลขรถนั้น ในวันที่โดยสารนั้นก็ตาม ดังนั้น หากคุณไปถึงสถานีก่อนเวลา แต่รถโดยสารเต็มแล้ว ท่านต้องรอรถเที่ยวต่อไป ซึ่งในบางครั้งอาจห่างกันถึง 6 ชั่วโมง

นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้สตีฟถอยมอเตอร์ไซค์ด้วยเงินจากการทำงานอันน้อยนิด!!

แต่เหมือนโชคชะตาเล่นตลกที่ทำให้วันนี้เขาต้องมานั่งรถโดยสารอีกครั้งอย่างเสียไม่ได้ และดูเหมือนว่าพระเจ้าจะกลั่นแกล้งเขามากขึ้นกว่าครั้งก่อนโดยการบันดาลให้รถโดยสาร Grayhound คันที่ผ่านมา ‘เต็มหมด!!!’

และนี่แหละที่เป็นสาเหตุที่ทำให้สตีฟต้องนั่งแกร่วรอรถมาแล้วกว่า 4 ชั่วโมง!!!

.

.

.

.

คลินท์ บาร์ตัน

ไม่ล่ะ เห็นนิคบอกว่าอีกฝ่ายกำลังทำภารกิจอยู่กับบรูซ

นาตาชา

ไม่ล่ะ ไม่เอาดีกว่า

นิค ฟิวรี่

ไม่มีทาง! ไม่รู้ช่วยเสร็จจะให้เขาไปทำงานอะไรอีกรึเปล่า

 

สตีฟไล่มองรายชื่อแต่ละคนด้วยหัวใจที่เหนื่อยล้าขณะที่กดเลื่อนหน้าจอดูรายชื่อต่อไป ดูท่าว่าเขาคงจะไม่ได้กลับบ้านซะแล้วหล่ะมั้ง

 

โทนี่ สตาร์ก

แถบรายชื่อถูกหยุดลงตรงรายชื่อสุดท้ายในมือถือ

สตีฟกำลังลังเล เขาควรโทรไปหาอีกฝ่ายหรือเปล่า ประสบการณ์ครั้งแรกของพวกเขาทั้งสองคนมันไม่ได้ดีมากนัก ออกจะเป็นไปในทางที่เลวร้ายด้วยซ้ำไป แม้ว่าตอนจบจะจบลงด้วยดีก็เถอะ แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่ได้คุยกันอีกเลย พวกเขาทำเพียงแค่แลกเบอร์กันเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้โทรหากันละกันเลยซักนิด และตอนนี้...ตอนที่เขากำลังต้องการความช่วยเหลือแบบนี้ อีกฝ่ายจะว่างมาช่วยเขาหรือ? ก็ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นถึงประธานบริษัทที่ป่านนี้คงกำลังพัฒนาโปรเจคสำคัญบางอย่างอยู่

สตีฟถอนหายใจ เตรียมตัวหยิบโทรศัพท์เข้ากระเป๋า แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงบางคนเล็ดลอดออกมาจากโทรศัพท์ของเขาเอง

ฮัลโหลแคปซิเคิล! โทษทีนะที่รับช้า ว่าแต่นายโทรมาหาฉันมีอะไรน่ะ

สตีฟสะดุ้งตัวโยน นี่เขาหลงกดโทรออกไปตั้งนานแล้วเหรอเนี่ย!

ฮัลโหลๆ อยู่ไหมเนี่ย แคป แคป กัปตัน!

เสียงของมหาเศรษฐี อัจฉริยะ เพลย์บอย (แถมยังใจบุญ?) ยังคงดังผ่านระบบลำโพงมือถือออกมาไม่หยุดจนสตีฟต้องยกมือถือขึ้นมาตอบกลับอย่างเสียไม่ได้

“ผมยังอยู่ พอดีตอนแรกผมไม่ได้ยินคุณ ขอโทษด้วยนะโทนี่” สตีฟกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์ อดรู้สึกตื่นเต้นลึกๆไม่ได้

โอเค... นายยังอยู่ ว่าแต่มีอะไรเหรอ มีอะไรให้ฉันช่วยรึไงคุณปู่หวานเย็น โดนนิคใช้งานจนป่วยงั้นหรือ?

น่าแปลก เสียงแนวล้อเลียนขำๆของอีกฝ่ายแทนที่จะทำให้รู้สึกโมโหกลับทำให้สตีฟรู้สึกสบายใจอย่างน่าประหลาด เขาเปลี่ยนท่านั่งจากหลังตรงมาเป็นพิงพนัก ซึมซาบความห่วงใยที่แอบแฝงมากับประโยคพวกนั้น

“พอดีผมรอรบโดยสารมา 4 ชั่วโมงแล้วน่ะ แล้วก็ไม่มีท่าว่ารถจะมาเสียที แล้วคอนโดชั่วคราวของผมมันอยู่แถบชานเมือง คุณจะช่วยไปส่งผมหน่อยได้ไหม”

โอ้! เรื่องแค่นี้เองน่ะเหรอ โอเคๆ ได้ๆ ตอนนี้นายอยู่ไหนล่ะ เดี๋ยวฉันจะรีบบึ่งไปรับเลย

คำตอบรับของอีกฝ่ายทำให้สตีฟเผลอยิ้มออกมา โทนี่ สตาร์ก มักจะแคร์คนรอบข้างเสมออย่างที่เจ้าหน้าที่โคลสันเคยเล่าให้เขาฟัง

“ผมอยู่ที่สถานีGreyhound”

‘อ๋อ...งั้น ประมาณ 20 นาทีฉันคงไปถึง นายรอได้นะ’

“ผมรอได้ คุณรีบมาเถอะ”

‘โอเค ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละ’

ตื้ด----

สตีฟมองจอโทรศัพท์ที่แสดงหน้าจอว่าอีกฝ่ายได้ตัดสายเขาไปแล้วอย่างเหม่อลอย

.

.

.

            สตีฟนั่งรออย่างใจเย็น พลางนับเวลาไปด้วยเงียบๆ เขารู้ว่านี่ก็เลยเวลาที่อีกฝ่ายคาดคะเนมาได้กว่า 20 นาทีแล้ว มันทำให้สตีฟอดที่จะกังวลใจขึ้นมาไม่ได้ แต่ถ้าคิดถึงนิสัยของเจ้าตัวมันก็ทำให้เขาเข้าใจขึ้นมาหน่อยนึง ยังไงเขาก็เป็นคนที่ต้องพึ่งอีกฝ่ายนี่นะ แถมพวกเขาก็เป็นแค่เพื่อนกัน ไม่ได้สนิทกันขนาดว่าอีกฝ่ายจะต้องมาแคร์เขาด้วยซ้ำ จะไปหวังบริการรับส่งตรงเวลาแบบ E-service ได้อย่างไร

            สตีฟถอนหายใจออกมาเบาๆ ขณะที่หยิบมือถือขึ้นมาดูอีกครั้ง....

            นี่มันก็ 46 นาทีแล้ว....โทนี่กำลังทำอะไรอยู่นะ....จะลืมไปแล้วหรือเปล่าว่าเขากำลังรออยู่.....

            สตีฟมองไปข้างหน้า พยายามเพ่งสายตาฝูงชนที่แออัดกันเพื่อรอรถโดยสาร ปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้เขากำลังมองหาใครคนหนึ่งอยู่ ใครคนหนึ่งที่ไม่มีท่าทีว่าจะมาเสียที

            “ที่นี่คนเยอะกว่าที่ฉันคิดไว้อีกนะ”

            เสียงที่คุ้นหูดังมาจากเก้าอี้นั่งข้างๆทำให้สตีฟต้องรีบหันไปมอง และคนที่เขาเห็นกลับยิ่งทำให้เขาผงะยิ่งกว่า

โทนี่ สตาร์ก ในเสื้อกล้ามสีขาวที่คลุมทับด้วยเสื้อกันหนาวสีดำแบบมีฮู้ดสวม กับกางเกงขายาวสีดำที่สตีฟจำได้ว่าเป็นตัวที่อีกฝ่ายชอบใส่เสมอๆ กำลังนั่งอยู่ข้างๆเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ดวงตาสีน้ำตาลกำลังมองตรงไปข้างหน้าในหมู่ฝูงชนที่คับคั่งนั่นอย่างเหม่อลอย

“คุณมาตั้งแต่เมื่อไหร่นะ ผมไม่รู้ตัวเลย”

“ฉันเพิ่งจะมาถึงเมื่อกี้นี้เองสตีฟ ไม่น่าแปลกหรอกที่นายจะไม่รู้ตัว”

โทนี่ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ขณะที่เบนสายตากลับมามองที่เขา มีเรียวชูกุญแจรถที่สตีฟไม่ต้องจ้องมากก็รู้ว่ามันคงไม่ใช่กุญแจของรถธรรมดาราคาถูกๆเป็นแน่

“เราไปจากที่นี่กันเถอะ คนเยอะชักทำให้ฉันปวดหัว”

อีกฝ่ายพูดเสียงเรียบก่อนจะเดินนำออกไปโดยไม่พูดไม่จาอะไรอีกเลย

 

หลังจากที่พวกเขาขึ้นมาอยู่บนรถเปิดประทุนที่อีกฝ่ายนำมาแล้ว โทนี่ก็ยังไม่เปิดปากพูดอีกเลย ไม่แม้แต่จะถามถึงที่ตั้งของคอนโดของเขาด้วยซ้ำ และเส้นทางที่กำลังมุ่งไปก็ไม่ใช่ทางที่จะไปคอนโดชั่วคราวของเขาด้วย แม้ว่าอยากจะทักท้วงแต่สตีฟเลือกที่จะเงียบและรอให้อีกฝ่ายยอมเล่าออกมาเองมากกว่า

ในที่สุดรถยนต์คันหรูที่พวกเขานั่งอยู่ก็จอดลง ที่ดิสนีย์แลนด์ปาร์ก

 

 

“ผมไม่ยักรู้ว่าคุณชอบมาที่แบบนี้” สตีฟพูดขึ้นลอยๆขณะที่เดินตามอีกฝ่ายไปซื้อตั๋ว

“ก็แค่พาคุณปู่แถวนี้มาเปิดหูเปิดตาเท่านั้นเอง” โทนี่หันมายิ้มโชว์ฟันขาวให้ก่อนจะเดินนำลิ่วออกไปหลังจากได้ตั๋วแล้ว

“ผมว่าการมาสวนสนุกมันไม่ใช่การเปิดหูเปิดตาเท่าไหร่หรอกนะ” สตีฟเร่งตามอีกฝ่ายจนมาเดินข้างๆได้สำเร็จ

            “นายน่ะเคยสนใจอะไรรอบข้างบ้างไหมเนี่ยแคป”

            สตีฟสังเกตได้ว่าโทนี่ถอนหายใจเบาๆ แม้ว่าจะไม่รู้สาเหตุแต่เขาก็เลือกที่จะทำเป็นมองไม่เห็นมัน ยังไงซะเขาก็เป็นแค่เพื่อนนี่นา จะให้ยุ่งเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่ายมากไปก็ไม่ได้

            “เห็นนิคบอกว่าช่วง 6 เดือนก่อนคุณมีปัญหากับผู้ก่อการร้าย” สตีฟอดที่ไม่ได้ที่จะลอบสังเกตสีหน้าของอีกฝ่าย และก็พบว่าคิ้วเรียวนั้นกระตุกนิดๆ

            “....อืม.... แต่สุดท้ายเรื่องมันก็จบลงด้วยดีล่ะนะ” โทนี่ก้มหน้าลง

            “ผมดีใจนะที่คุณปลอดภัย”

            โทนี่เงยหน้าขึ้นมามองสตีฟอย่างงงๆก่อนจะค่อยๆเผยยิ้มออกมา

“ฮันแน่! แอบเป็นห่วงฉันละสิท่า คุณปู่หวานเย็น” โทนี่พูดเสียงล้อเลียน

“เอ่อ...กะ ก็คุณเป็นเพื่อนผมนี่ พวกเราเป็นทีมเดียวกันนะ และพวกเราก็ร่วมฝ่าอะไรมาด้วยกันมากมาย” สตีฟพูดตะกุกตะกัก ไม่ต้องส่องกระจกก็รู้ว่าตอนนี้หน้าเขาแดงแค่ไหน ในใจก็นึกภาวนาอย่าให้อีกฝ่ายจี้จุดเขาต่อ

โชคดีสำหรับสตีฟที่โทนี่ไม่พูดอะไร